วันนี้ 29 ก.ค. 53 เวลา 12.00 น. ที่หน้าอาคารอำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา นายแพทย์ประชา ชยาภัม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ยะลา (ฝ่าย การแพทย์) พร้อมด้วยคณะแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจำนวนกว่า 50 คน แต่งชุดดำ - ขาว รวมตัวกันถือป้ายผ้าและป้ายกระดาษเขียนข้อความ เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้าน โดยในข้อความมีใจความว่า พรบ.ออกมาเพื่อล้างแค้นส่วนตัว หยุด พรบ. และ พรบ.เบียดเบียนบุคลากรทางการแพทย์

สำหรับร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ซึ่งได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีไปแล้ว เนื่องจากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เห็นแล้วว่า พรบ. ดังกล่าว เป็น พรบ. ที่ออกมาเพื่อเบียดเบียนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์โดยตรง                

 

นายแพทย์ประชา ชยาภัม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ยะลา (ฝ่ายการแพทย์) กล่าวว่า ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศูนย์ยะลาทุกๆคน ขอแสดงความคัดค้านพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยจริงๆแล้วชื่อนี้เป็นชื่อที่สวยหรู แต่ตนจะขอเปลี่ยนเป็น พรบ.เบียดเบียนบุคลากรทางการแพทย์ มากกว่า คำพูดที่สวยหรูที่หลุดออกมาจากผู้ที่ร่าง พรบ. ฉบับนี้ ที่ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนหรือผู้ป่วยจะได้รับการเยียวยา แต่ข้อเท็จจริง แพทย์และพยาบาลทุกคนก็อยู่ข้างประชาชน อยู่ข้างผู้ป่วยอยู่แล้ว

 

สำหรับผู้ที่ร่าง พรบ. ฉบับนี้ ได้แอบอ้างความเป็นพวกเดียวกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ และประชาชนทั่วไป ที่ทราบว่า เคยไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกรณีความพิการของบุตรของตนเองเป็นเงินถึง 50 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่า ผู้ที่ร่าง พรบ. ฉบับนี้ ทำเพื่อแก้แค้นในเรื่องส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม เห็นได้อย่างชัดเจน ใช้จุดยืนที่มีความรุนแรง เช่น จะไปนอนขวางกลางสภา หาก พรบ. ฉบับนี้ไม่ผ่านการพิจารณา

 

ซึ่งถ้า พรบ. ฉบับนี้ ออกมาแล้ว ก็จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วย รวมทั้งแพทย์ที่เคยปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ก็จะต้องหันหลังกลับ พร้อมๆกับความสิ้นหวัง เพราะ เคยมีกรณีตัวอย่างที่ผู้ป่วยฟ้องร้องแพทย์ จนแพทย์ต้องติดคุกมาแล้ว หลังจากนั้นจะมีการตั้งกองทุน โดยเรียกเก็บภาษีจากประชาชน และเงินอุดหนุนจากสถานบริการ ในระยะยาว

 

พรบ.เบียดเบียนบุคลากรทางสาธารณสุข ฉบับนี้ จะทำให้แพทย์ทั้งหลายออกมาป้องกันตัวเอง ซึ่งจะมีผลเสียในระยะยาว เป็นการผลักภาระให้ผู้อื่น เช่น ตนเองสามารถให้บริการรักษาอาการป่วยของคนไข้ได้ แต่เนื่องจากมีการฟ้องร้องกันมาก ตนเองก็อาจจะผลักภาระการรักษาคนไข้ไปให้กับโรงพยาบาลอื่นที่มีศักยภาพสูงกว่า ในการทำการดูแลรักษาพยาบาลต่อไป โดยอ้างเรื่องมาตรฐานของการรักษา

 

นอกจากนั้นอาจจะมีการวินิจฉัยในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น เพื่ออ้างให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งหมดจะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูง ทรัพยากรขาดแคลน และไม่ได้รับการรักษาบริการอย่างถ้วนหน้า รวมทั้งจะมีการฟ้องร้องสูง เช่น ที่อเมริกา ซึ่งอนาคตจะส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ลดลง เพราะ มีความเสี่ยงมากขึ้น

 

ซึ่งพวกเราแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งผู้ที่ร่างกฎหมาย และรัฐบาล พิจารณาไตร่ตรองร่างกฎหมายนี้ให้ระเอียดรอบคอบ รัดกุม ก่อนที่จะนำร่างกฎหมายนี้มาใช้ เพื่อมิให้เกิดผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติและประชาชนต่อไปในอนาคต

 

อะหมัด รามันห์สิริวงศ์/ยะลา